News&Activity

กรณีศึกษา "ขบวนการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม"

จากการร้องเรียนของชาวบ้านโดยผ่านทางสื่อมวลชน พบหลักฐานว่าได้มีรถขนสารเคมี ที่บริการรับน้ำเสียหรือกากของเสียอันตรายที่เป็นของเหลวจากโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อ การกำจัดหรือบำบัดได้ลักลอบทิ้งบริเวณที่ว่างร้างและที่สาธารณะในหลายจุดด้วยกัน อาทิ สมุทรปราการ ระยอง ชลบุรี และรวมถึง กรุงเทพมหานครบริเวณที่ทิ้งขยะอ่อนนุช ซึ่งมีการกระทำเป็นขบวนการ คือตั้งแต่การรับกำจัดกากของเสียอันตรายจากโรงงาน การขนย้ายไปสู่บริษัทผู้รับบำบัดเพื่อออกใบอนุญาติขนย้าย และการนำออกไปทิ้งบริเวณ สถานที่ภายนอกที่ไม่ได้รับอนุญาติหรือสถานที่สาธารณะแทนการบำบัดหรือกำจัดจริง และในบางกรณียังพบว่ามีการขนย้ายและทิ้งโดยตรงจากโรงงานผู้ก่อให้เกิดกาก อุตสาหกรรมเอง

ธุรกิจผิดกฏหมายนี้สามารถสร้างเม็ดเงินกำไรจำนวนมหาศาลจากรายได้ที่แต่ละ โรงงานจ่ายให้กับบริษัทผู้รับบำบัดสำหรับบริการกำจัดหรือบำบัด แต่บริษัทผู้รับบำบัด กลับนำไปทิ้งโดยที่ไม่ต้องมีการลงทุนค่าบำบัดใดๆ ซึ่งทำให้คุณภาพสิ่งแวดล้อม แหล่งน้ำและผืนดินอันบริสุทธิ์ที่เป็นสมบัติสาธารณะของทุกคนจะต้องถูกสังเวยไปกับ การกระทำที่ไร้ความรับผิดชอบนี้

การรายงานข่าวโดยสื่อมวลชนที่ผ่านมาได้ทำให้ประชาชนจำนวนมากตื่นตัวและติดตาม เหตุการณ์อย่างใกล้ชิดและสามารถเป็นแรงกระตุ้นให้หน่วยงานมากมายที่เกี่ยวข้องต้อง ออกมาปฏิบัติหน้าที่ในการตรวจสอบและหาผู้กระทำผิดมาลงโทษ ไม่ว่าจะเป็น ผู้ว่าราชการจังหวัด กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมควบคุมมลพิษ กรมสืบสวนคดีพิเศษ และคณะกรรมาธิการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

แม้เหตุการณ์ผ่านมานับเดือน และแม้กระบวนการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมได้มีการ กระทำมาอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาหลายปีของการพัฒนาอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไร้ข้อสรุปจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ กรณีปัญหาที่เกิดขึ้น ยังคงเป็น “อาชญากรรมสิ่งแวดล้อมที่ไม่มีอาชญากร” ยังไม่มีการค้นหาเปิดโปง ขบวนการผู้กระทำผิด และที่สำคัญยังไม่มีข้อเสนอนโยบาย และมาตรการ เชิงรุกที่จะสามารถนำมาใช้ป้องกันเหตุในอนาคตได้ มีแต่เพียงข้อเสนอแบบการ แก้ปัญหาที่ปลายทางซึ่งเป็นหน้าที่ของแต่ละหน่วยงานอยู่แล้ว เช่น การตรวจสอบหลังเกิดเหตุ นำระบบกำกับการขนส่งของเสียอันตรายมาใช้ตามกฏหมาย และการเปิดใช้ระบบน้ำเสียรวมขนาดใหญ่คลองด่านที่มีปัญหาคอรัปชั่น และสามารถส่งผลกระทบอย่าง รุนแรงต่อระบบนิเวศทางทะเลหากมีการเปิดใช้

การวิเคราะห์ตัวอย่าง

กรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้รับการติดต่อจากสื่อมวลชนเพื่อให้เข้าตรวจสอบ บริเวณที่มีการทิ้งสารเคมีหรือน้ำเสียอุตสาหกรรมที่คาดว่าเป็น "กากอุตสาหกรรมที่เป็น อันตราย" โดยได้ส่งหน่วยศึกษาและเฝ้าระวังมลพิษทางน้ำเข้าเก็บตัวอย่างน้ำและ ตะกอนดินใน 3 จุด จากอีกหลายจุดที่ไม่สามารถเก็บตัวอย่างได้เนื่องจากระยะเวลา ผ่านไปนาน จึงมีการเจือจางและไหลไปสู่แหล่งน้ำบริเวณกว้างไม่สามารถตรวจสอบ ชี้ชัดได้ โดยจุดที่ได้มีการเก็บตัวอย่างประกอบด้วย

1. ตัวอย่างน้ำและตะกอนดินบริเวณลำรางน้ำสาธารณะหน้าบริษัทรับกำจัดกาก อุตสาหกรรม บริษัท เวสต์ รีโคเวอรี่ เมเนจเม้นท์ จำกัด นิคมอุตสาหกรรมบางปู ซึ่งมีผู้แจ้งว่ามีน้ำเสียไหลออกจากโรงงานบริษัทฯ สู่รางน้ำภายนอก เนื่องจาก บริษัทฯ ไม่สามารถบำบัดได้จริงและไม่สามารถขนออกไปทิ้งได้ดังที่เคยทำได้ เนื่องจากกำลังถูกจับตาจากเจ้าหน้าที่ น้ำเสียในถังเก็บในโรงงานจึงเอ่อล้นออก สู่ภายนอก ลักษณะน้ำที่เก็บมีกลิ่นเหม็นเคมีเล็กน้อยและมีสีสกปรก

2. ตัวอย่างน้ำจากรถขนสารเคมีที่ถูกตำรวจสภ. บางปู จับยึดมาได้ระหว่างกำลัง ปล่อยทิ้งของเหลวภายจากแทงค์รถสารเคมีบริเวณริมถนนสุขุมวิทสายเก่า บริเวณปากท่อน้ำเชื่อมไปยังบ่อบำบัดน้ำเสียรวมคลองด่านที่ถูกใช้เป็นสถาน ที่ทิ้งน้ำเสียสารเคมีอุตสาหกรรมมาอย่างต่อเนื่องอย่างผิดกฏหมาย (ซึ่งจะไหลออกสู่อ่าวไทย) ลักษณะน้ำที่เก็บมีกลิ่นเหม็นเคมีรุนแรง ขุ่นข้น และมีสีดำสกปรก

3. ตัวอย่างน้ำและตะกอนดินบริเวณบ่อกุ้งร้างหลังสภ.บางปู ใกล้ชายฝั่งอ่าวไทย ซึ่ง พบว่าน้ำในบ่อกุ้งร้างดังกล่าวมีสีดำและกลิ่นเหม็น (โดยเจ้าของที่ได้ให้ข้อมูลว่า เป็นการเน่าเสียตามธรรมชาติหรือน้ำเสียจากบ่อแยกขยะใกล้เคียง และเบื้องต้น ให้การปฏิเสธรู้เห็นเกี่ยวกับกระบวนการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมและไม่ยอม รับว่ามีการน้ำเสียสารเคมีอุตสาหกรรมมาทิ้งในบ่อของตน)

ข้อจำกัดในการวิเคราะห์ตัวอย่างในครั้งนี้คือการตรวจวิเคราะห์ที่เลือกเฉพาะสารเคมี บางชนิดที่มีความเป็นอันตราย เช่น สารเคมีในกลุ่มโลหะหนักบางชนิด (นิกเกิล สังกะสี แคดเมี่ยม ตะกั่ว โครเมี่ยม เหล็ก) และกลุ่มสารอินทรีย์ระเหยง่าย ในขณะที่อาจมีสาร เคมีอันตรายชนิดอื่นๆอีกมากมายที่อาจอยู่ในตัวอย่างแต่ไม่ได้ทำการตรวจสอบ

ผลการวิเคราะห์จึงไม่สามารถชี้ชัดประเภท และปริมาณสารเคมีได้ครบทุกชนิด แต่ เพียงเป็นตัวชี้วัดเบื้องต้นที่บ่งชี้ว่าน้ำบริเวณ ดังกล่าวมีแนวโน้มที่ได้รับการปนเปื้อนจาก สารเคมีอันตรายที่มาจากอุตสาหกรรมหรือไม่

ผลจากการตรวจหาสารเคมีอันตรายทำให้แน่ใจถึงขบวนการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม ที่เป็นอันตรายประเภท ลักษณะเป็นของเสียเหลวออกจากกระบวนการผลิต เนื่องจาก มีการพบสารเคมีอันตรายหลายชนิดในตัวอย่างน้ำและตะกอนดิน เช่น พบโลหะหนัก บางชนิดในปริมาณสูง และสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VoCs) ที่ล้วนเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสารเคมีที่ไม่ได้มีตามธรรมชาติ

ผลการตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างพบว่า

1. บริเวณลำรางน้ำสาธารณะหน้าบริษัทรับกำจัดกากอุตสาหกรรม พบโลหะหนัก บางชนิดในตัวอย่างน้ำ เช่น นิกเกิลและเหล็ก และพบสารอินทรีย์ระเหยง่าย ไดคลอโรมีเทน ซึ่ง เป็นสารก่อมะเร็งและทำลายระบบประสาท และมีการสะสม ของโลหะหนักในตะกอนดินในปริมาณสูง เช่น นิกเกิล สังกะสี เหล็กและ โครเมียม ซึ่งแสดงถึงการปนเปื้อนสะสมเป็นระยะเวลานาน แต่เนื่องจากเหตุ การณ์ที่คาดว่ามีการปล่อยหรือรั่วของน้ำเสียอุตสาหกรรมจากโรงงานนั้นเกิดก่อน ช่วงเวลาเก็บตัวอย่างนานนับสับดาห์ จึงอาจมีการเจือจางของน้ำฝนหรือเคลื่อน ตัวออกไปของสารเคมี ผลวิเคราะห์จึงไม่พบสารเคมีปนเปื้อนในปริมาณสูง แต่ก็พบอย่างมีนัยสำคัญที่ชี้ว่าแหล่งน้ำได้รับการปนเปื้อนสารเคมี

2. ตัวอย่างน้ำจากรถขนสารเคมี ผลตรวจวิเคราะห์ยืนยันว่าเป็นกากอุตสาหกรรม ประเภทของเหลวที่มีความเป็นอันตราย อาจเป็นสารเคมีที่เหลือทิ้งจากกระบวน การผลิต โดยพบว่ามีการปนเปื้อนโลหะหนักหลายชนิดในปริมาณที่สูงมาก เกินมาตรฐานหลายสิบถึงร้อยเท่า เช่น นิกเกิล สังกะสี ตะกั่ว โครเมียม และ เหล็ก นอกจากนี้ยังพบสารอินทรีย์ระเหยง่ายปริมาณสูง เช่นเดียวกันคือ เบนซีน ทราน1-2 ไดคลอโรเอทิลลีน ไดคลอโรมีเทน เอทิลเบนซีน สไตลีน เตตระคลอโรเอทธิลีน โทลูอีน ไตรคลอโรเอทิลลีน และไซลีน

3. ตัวอย่างน้ำและตะกอนดินบริเวณบ่อกุ้งร้างหลังสภ.บางปู พบโลหะหนักใน ปริมาณสูงเกินมาตรฐานแหล่งน้ำผิวดิน 2-10 เท่า เช่น นิกเกิล สังกะสี ตะกั่ว เหล็ก โครเมียม และมีการสะสมของโลหะหนักในตะกอนดินในปริมาณสูง เช่น นิกเกิล สังกะสี ตะกั่ว โครเมียม และเหล็ก ซึ่งแสดงถึงการปนเปื้อนสะสม เป็นระยะเวลานาน ตัวอย่างน้ำยังพบสารอินทรีย์ระเหยง่ายปริมาณสูงเช่นเดียวกัน เช่น เบนซีน ไดคลอโรมีเทน เอทิลเบนซีน โทลูอีน และไซลีน มีข้อสังเกตุว่าบ่อกุ้ง ร้างนี้มีปริมาตรจุน้ำค่อนข้างใหญ่ มีการเจือปนน้ำทะเลในปริมาณสูง (อิงจากค่าคลอไรด์) ซึ่งการตรวจพบโลหะหนักและสารอินทรีย์ระเหยง่ายใน ตัวอย่างน้ำในปริมาณสูงขนาดนี้จึงแสดงถึงชี้ถึงความเป็นไปได้ว่า มีการใช้บ่อกุ้ง ร้างเป็นที่ลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมที่เป็นอันตรายชนิดของเหลว ซึ่งสารเคมี ปนเปื้อนดังกล่าวไม่สามารถเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ และไม่มีหลักฐานชี้ว่าบ่อ แยกขยะที่อยู่ใกล้เคียงเป็นขยะอันตรายที่จะเป็นต้นกำเนิดของสารเคมีเหล่านี้

ทั้งนี้ นอกจากโลหะหนักที่มีความเป็นอันตรายแล้ว สารอินทรีย์ระเหยง่ายที่ตรวจพบ หลายชนิดนั้น มีความเป็นอันตรายต่อสุขภาพรุนแรง ซึ่งหลายชนิดเป็นสารก่อมะเร็ง ทำลายระบบประสาท และอวัยวะเช่นตับ ไตและหัวใจ และระบบหายใจ โดยสามารถ เข้าสู่ร่างกายและส่งผลต่อสุขภาพผ่านทางการหายใจ สูดดม และกลืนกิน การสัมผัส ทำให้เกิดการระคายเคืองและโรคทางผิวหนัง

 

ขบวนการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม

การกระทำนี้ถือว่า "ทำเป็นขบวนการ" คืออาจเกี่ยวเนื่องกับหลายภาคส่วนที่ร่วมมือ กันคือ ทั้งภาคเอกชนที่อาจมีทั้งโรงงานผู้ก่อให้เกิดกาก ผู้รับกำจัดกาก และผู้ขนส่ง และส่วนของเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบที่อาจรู้เห็น หรืออาจเกิดจากการหละหลวมในการ ตรวจสอบและบังคับใช้กฏหมายอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการที่ปัจจุบันประเทศไทย มีกฏหมายที่ใช้จัดการกากของเสียอุตสาหกรรมอยู่แล้วตาม พ.ร.บ.โรงงาน โดยมีกฎหมายหลักในการจัดการกากอุตสาหกรรม คือ ประกาศกระทรวงอุตสหกรรม เรื่อง การกำจัดสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว พ.ศ.2548 หลักเกณฑ์ และวิธีการปฎิบัติ เกี่ยวกับการจัดการสิ่งปฏิกูลที่ไม่ใช้แล้วของผู้ประกอบกิจการบำบัดและกำจัดสิ่งปฏิกูล หรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว พ.ศ. 2550 หลักเกณฑ์และวิธีการปฎิบัติเกี่ยวกับการจัดการสิ่ง ปฏิกูลที่ไม่ใช้แล้ว พ.ศ.2551 นอกจากนี้ ผู้รวบรวมและขนส่ง ยังต้องปฏิบัติตาม ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง ระบบเอกสารกำกับการขนส่งของเสียอันตราย พ.ศ.2547 ประกาศมติคณะกรรมการวัตถุอันตราย เรื่องการขนส่งวัตถุอันตรายทางบก พ.ศ. 2545 และต้องส่งรายงานประจำปีให้แก่กรมโรงงานอุตสาหกรรม

อย่างไรก็ตาม ประเด็นท้าทายที่เป็นช่องโหว่ทางกฏหมายและทางปฏิบัติ คือ กากอุตสาหกรรม ส่วนใหญ่ทั้งในรูปของเหลวและของแข็ง และทั้งแบบที่เป็นอันตรายและไม่อันตราย ที่กำเนิดจาก โรงงานอุตสาหกรรมนั้นได้ถูกส่งไปยังโรงงานผู้รับบำบัด แต่ยังขาดการติดตามตรวจสอบว่า โรงงานที่รับกากไปนั้น ได้ดำเนินการอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการและได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อ สิ่งแวดล้อมหรือไม่ และช่องว่างนี้ยังเปิดโอกาสให้โรงงานรับกำจัดกากอุตสาหกรรมสามารถ ลักลอบนำของกากที่รับมานั้นไปทิ้งตามที่ ต่างๆ โดยที่ไม่ต้องลงทุนบำบัดหรือกำจัดใดๆ ดังเช่น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังขาดข้อมูลปริมาณกากอุตสาหกรรมที่ครบถ้วนและถูกต้อง ปัจจุบัน ข้อมูลส่วนใหญ่อ้างถึงผลสำรวจในปีพ.ศ. 2550 และข้อมูลการขออนุญาตินำ กากอุตสาหกรรม ไปจัดการนอกโรงงานซึ่งยังมีสัดส่วนโรงงานที่เข้าสู่ระบบการรายงาน ข้อมูลเป็นจำนวนน้อย

ข้อเสนอจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม ฝ่ายการเมืองตรวจสอบ เช่น คณะกรรมาธิการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และการเมืองท้องถิ่น และอีกบางหน่วยงานรัฐต่างประสาน เสียงถึงข้อเสนอให้มีการพิจารณาทบทวนโครงการโรงบำบัดน้ำเสียรวมคลองด่าน ให้มีการก่อ สร้างให้แล้วเสร็จและเปิดใช้เพื่อแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ

ซึ่งก็มีเสียงอีกส่วนหนึ่งจากภาคส่วนอื่นๆ ที่ไม่เห็นด้วย โดยมีทั้งนักวิชากรด้านสิ่งแวดล้อม ชุมชน คลองด่าน และองค์กรพัฒนาเอกชน เช่นกรีนพีซ ที่ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะมีการใช้ประเด็นการ ลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมในจังหวัดสมุทรปราการเป็นข้ออ้างหรือปัจจัยที่จะผลักดันให้มีการก่อ สร้างและเปิดใช้โรงบำบัดน้ำเสียรวมคลองด่านซึ่งนอกจากเป็นโครงการที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต การปล่อยน้ำจืดปริมาณมหาศาลจากบ่อบำบัดลงสู่อ่าวไทย จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อ ระบบนิเวศทางทะเล

การนำน้ำเสียทุกชนิดมาบำบัดรวมกันเป็นวิธีที่ไม่ถูกต้อง และจะไม่สามารถบำบัดน้ำเสีย ได้อย่างมีประสิทธิภาพ น้ำที่ปล่อยออกมาจะยังมีสารเคมีปนเปื้อนอยู่ดี เป็นการไม่ส่งเสริมให้ โรงงานอุตสาหกรรมพัฒนาตนในการลดของเสียหรือลดการใช้สารเคมีอันตราย แต่ละโรงงานหรือ แต่ละนิคมอุตสาหกรรมควรมีการจัดการน้ำเสียเบื้องต้น มีบ่อบำบัดของตนเอง หรือเลือกใช้บริการ บริษัทผู้รับกำจัดกากที่น่าเชื่อถือมีคุณภาพ ใช้กระบวนการที่เหมาะสมกับลักษณะของเสียที่จะนำ มาบำบัด และควรมุ่งสู่การลดของเสียตั้งแต่ ต้นทาง คือใช้เทคโนโลยีการผลิตที่สะอาดและลด ละ เลิกใช้สารเคมีอันตรายใน กระบวนการผลิต ซึ่งภาครัฐควรจะต้องเข้ามาสนับสนุนในส่วนนี้ ให้มาก ขึ้น

ข้อเสนอในการแก้ไขป้องกันปัญหา

นอกจากการปรับปรุงพัฒนาโรงงานที่เป็นผู้ก่อให้เกิดกากอุตสาหกรรมที่ได้กล่าวมา ข้างต้นแล้ว การปฏิบัติด้านนโยบายของฝ่ายควบคุมหรือภาครัฐเป็นสิ่งที่สำคัญกฏหมาย ในปัจจุบันส่วนใหญ่ครอบคลุมในการควบคุมที่ปลายเหตุเท่านั้น เช่น การกำกับควบคุม การขนย้าย การควบคุมวิธีการบำบัด และการควบคุมมลพิษที่ปลายท่อ เป็นต้น แต่การบังคับใช้ยังเป็นปัญหาและยังมีโรงงานขนาดเล็กและขนาดกลางส่วนใหญ่ยังไม่ ปฏิบัติตามระบบกฏหมาย โดยมาตรการทั้งหลายยังคงขาดส่วนที่สำคัญที่สุดคือ การ ตรวจสอบติดตาม การสุ่มตรวจที่ต้นทางและปลายทาง และการนำมาตรการป้องกัน มาใช้ ซึ่งต้องอาศัยแนวนโยบายเชิงป้องกันและเชิงรุกจากภาครัฐ

สำหรับในกรณีนี้ หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องจะต้องเร่งค้นหาความจริง เปิดโปง ขบวนการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมเพื่อยุติทำลายกระบวนการ และนำผู้กระทำ ผิดมาลงโทษ โดยต้องเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนรับทราบ สำหรับแนวทางการแก้ไข ในระยะยาวนั้น ต้องอาศัยความจริงจังของหน่วยงานภาครัฐ และเจตจำนงค์ที่ชัดเจน จากทางภาคการเมือง

กรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เสนอแนวทางนโยบาย ต่อภาครัฐในการแก้ไขปัญหาดังต่อไปนี้

1. เร่งจัดทำระบบและเปิดเผยข้อมูลการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ อุตสาหกรรมและสารเคมีอันตราย และให้ประชาชนเข้าถึงได้โดยง่าย

2. นำระบบติดตามข้อมูลการขนส่งของเสียอันตรายมาใช้อย่างเคร่งครัดและบังคับ ใช้ให้ครอบคลุมทุกโรงงานที่เป็นแหล่งกำเนิดมลพิษ โดยต้องมีการสุ่ม ตรวจการ ขนย้ายกากอุตสาหกรรมตั้งแต่แหล่งกำเนิด การขนส่ง และปลายทาง กำจัดหรือบำบัดกากอุตสาหกรรม

3. ตรวจสอบโรงงานรับกำจัดและบำบัดกากอุตสาหกรรมอย่างเคร่งครัด ให้มีการ ปฏิบัติตามกฏหมายและการกำจัดหรือบำบัดอย่างถูกวิธี

4. เร่งผลักดัน พ.ร.บ. มาตรการการคลังเพื่อสิ่งแวดล้อม และร่างอนุบัญญัติว่า ด้วยภาษีการปล่อยกากของเสีย ที่จะเป็นเครื่องมือสนับสนุนให้เกิดการลด มลพิษ และกองทุนสนับสนุนด้านเทคโนโลยีที่สะอาด ลดของเสียอันตราย สนับสนุนด้านการกำจัดและบำบัด รวมถึงทุนการเยียวยา และฟื้นฟูผลกระทบ ด้านสิ่งแวดล้อมแก่ชุมชน

5. สนับสนุนและผลักดันให้ภาคอุตสาหกรรมใช้เทคโนโลยีการผลิตที่สะอาด ลดและมุ่งสู่ยกเลิกการใช้สารเคมีอันตรายตั้งแต่ต้นทาง

6. เพิ่มบทลงโทษกับผู้กระทำผิดทั้งทางแพ่งและอาญาแก่ผู้ที่กระทำผิดกฏหมาย

 

 

ที่มา : greenpeace

… we save the nature by nature …