News&Activity

การลักลอบทิ้งกากของเสียอุตสาหกรรม จังหวัดฉะเชิงเทรา

ปัจจุบันพบว่ามีข่าวการลักลอบทิ้งกากของเสียอุตสาหกรรมอยู่เนือง ๆ โดยปี ๒๕๕๖ กรมควบคุมมลพิษ ได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการลักลอบทิ้งกากของเสียอุตสาหกรรม จํานวน ๑๒ ครั้ง นอกจากนั้น กระแสการตื่นตัวด้านสิ่งแวดล้อมทําให้มีการนําเสนอภาพข่าวการประท้วง และการร้องเรียนเกี่ยวกับการลักลอบทิ้งกากของเสียในพื้นที่สาธารณะอยู่เป็นประจํา เนื่องจากเป็นประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจและเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่และสุขภาพอนามัย ได้แก่ ปัญหากลิ่นเหม็น การแพร่กระจายของมลพิษและสารเคมีที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม เช่น น้ำผิวดิน น้ำใต้ดินและพื้นที่เกษตรกรรม จนไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้ตามปกติ โดยจังหวัดที่พบว่ามีการ ลักลอบทิ้งกากของเสียอุตสหกรรมส่วนใหญ่เป็นกลุ่มจังหวัดในพื้นที่ ชายฝั่งทะเลตะวันออก และภาคกลาง ได้แก่ จังหวัดระยอง ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี สระบุรี กาญจนบุรี และสมุทรสาคร ชลบุรี สมุทรปราการ และราชบุรี ซึ่งเป็นที่ตั้งของนิคมอุตสาหกรรมที่เป็น แหล่งกําเนิดกากของเสีย และมีสถานประกอบการโรงงานประเภท ๑๐๕ และ ๑๐๖ ที่รับคัดแยกและกําจัดกากของเสียตั้งอยู่เป็นจํานวนมาก

สาเหตุหลักของการลักลอบทิ้งกากของเสียอุตสาหกรรมอย่างผิดกฏหมาย เนื่องจากปริมาณกากของเสีย อุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นมีมากเกินความสามารถในการรองรับของระบบกําจัดที่มีอยู่ ซึ่งในแต่ละปีมีปริมาณกากของเสีย อุตสาหกรรมทั้งที่เป็นอันตรายและไม่เป็นอันตรายเกิดขึ้นประมาณ ๓๐ ล้านตัน แต่ระบบกําจัดที่มีอยู่สามารถรองรับ ได้เพียง ๓ - ๔ แสนตัน หรือคิดเป็น ๑ เปอร์เซ็นต์ของปริมาณกากของเสียอุตสาหกรรมทั้งระบบ รวมทั้งความต้องการ ลดค่าใช้จ่ายของผู้ประกอบการ เนื่องจากค่ากําจัดกากของเสียอุตสาหกรรมค่อนข้างสูง เฉลี่ย ๑๐,๐๐๐ บาทต่อตัน จึงทําให้มีผู้รับจ้างขนส่งและรับกําจัดกากของเสียอุตสาหกรรมอย่างผิดกฏหมายเกิดขึ้น ส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะของ การลักลอบนํากากของเสียไปทิ้งในพื้นที่บ่อดินเก่าหรือเหมืองร่าง พื้นที่ว่างเปล่า ข้างถนน แหล่งน้ำ พื้นที่เกษตร และพื้นที่สาธารณะที่ลับตาผู้คน โดยส่วนใหญ่ไม่มีการบําบัดหรือกําจัดที่ถูกต้องตามหลักวิชาการเพื่อเป็นการ ลดค่าใช้จ่าย ทําให้อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและ สุขอนามัยของประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้เคียง และเป็นภาระ ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเข้ามาแก้ไขปัญหาในการบําบัดและ ฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อนมลพิษ รวมถึงการติดตามเพื่อฟ้องร้อง และดําเนินคดีกับผู้กระทําผิด นอกจากนั้นยังมีปัญหาการบังคับ ใช้กฏหมายเพื่อควบคุมโรงงานอุตสาหกรรมที่เป็นแหล่ง กําเนิดกากของเสีย และการกํากับผู้รับจ้างขนส่ง และผู้รับกําจัด กากของเสียที่ยังไม่มีประสิทธิภาพ ข้อจํากัดเกี่ยวกับทลงโทษ - ๒ - และอัตราค่าปรับที่ยังถือว่าน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับผลประโยชน์จากธุรกิจเกี่ยวกับการกําจัดกากของเสีย อุตสาหกรรม ทําให้ปัจจุบันธุรกิจนอกกฏหมายเกี่ยวกับการขนส่งและรับกําจัดกากของเสียอุตสาหกรรมยังคงมีอยู่ กรณีตัวอย่างที่เป็นข่าวอย่างต่อเนื่องในปี ๒๕๕๖ - ๕๖ ได้แก่ เหตุการณ์การลักลอบทิ้งกากของเสียอุตสาหกรรม ในพื้นที่ตําบลหนองแหน อําเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับ ความเดือดร้อนจากกลิ่นเหม็นจากน้ำเสียและกากสารเคมี จนเป็นสาเหตุของการชุมนุมประท้วงและร้องเรียนจากผู้ที่ ได้รับเดือดร้อนไปยังหลายหน่วยงาน จากการตรวจสอบพบว่ามีการลักลอบนํากากของเสียอุตสาหกรรมมาทิ้งในบ่อดินเก่า พื้นที่หมู่ที่ ๗ ตําบลหนองแหน ขนาดพื้นที่ประมาณ ๑๐ ไร่ คิดเป็นปริมาตรน้ำเสียไม่น้อยกว่า ๕๐,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร ซึ่งจากการตรวจสอบน้ำเสีนและกากของเสียที่ถูกนํามาทิ้งในบ่อดังกล่าวพบว่า มีการปนเปื้อนสารฟีนอล และมีค่า BOD และค่า COD สูงเกินมาตรฐานคุณภาพน้ำทิ้งโรงงาน เข้าข่ายเป็นวัตถุอันตราย ตาม พรบ.วัตถุอันตราย พ.ศ. ๒๕๓๕

จากการติดตามและเฝ้าระวังคุณภาพสิ่งแวดล้อมของส่วนปฏิบัติการฉุกเฉินและฟื้นฟู กรมควบคุมมลพิษ พบว่ามีการปนเปื้อนของสารเคมีสู่แหล่งน้ำใต้ดินและน้บ่อตื้นที่ประชาชนในพื้นที่ใช้ในการอุปโภคบริโภค และอาจ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนได้ นอกจากนั้น ยังพบว่าฟาร์มสุกรในพื้นที่ได้รับผลกระทบ ส่งผลให้สุกรแรกเกิด ตายเป็นจํานวนมากผิดปกติ เป็นต้น ซึ่งกรมควบคุมมลพิษร่วมกับจังหวัดฉะเชิงเทรา และหน่วยงานต่าง ๆ ภายใต้ คณะทํางานตรวจสอบการดําเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาการลักลอบนํากากอุตสาหกรรมมาทิ้งในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ได้ร่วมกันแก้ไขปัญหามาโดยลําดับ ซึ่งจากการสอบถามข้อมูลทราบว่าเริ่มมีการลักลอบนํากากของเสียมาทิ้งในพื้นที่ ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๓ แต่สถานการณ์ยังไม่รุนแรง จนกระทั้งในช่วงกลางปี ๒๕๕๕ ประชาชนในพื้นที่ตําบลหนองแหน ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากปัญหากลิ่นเหม็นจากน้ำเสียและกากของเสียอุตสาหกรรมที่ถูกนํามาทิ้งในบ่อดินเก่า ที่ผู้ประกอบการได้กว่านซื้อไว้ ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวตั้งอยู่ไม่ห่างจากชุมชนมากนัก โดยประชาชนได้เดินขบวนประท้วง ให้ปิดบ่อดินดังกล่าว และร้องเรียนไปยังหลายหน่วยงานที่รับผิดชอบจนนําไปสู่การตรวจสอบและดําเนินคดีกับเจ้าของที่ดิน ผู้ประกอบการโรงงานที่รับกําจัดกากของเสียอุตสาหกรรมอย่างผิดกฏหมาย และผู้ที่นํากากของเสียอุตสาหกรรมมาลักลอบทิ้ง ในบริเวณพื้นที่อําเภอพนมสารคาม และอําเภอแปลงยาว จํานวนมากกว่า ๑๐ แห่ง โดยหน่วยงานที่รับผิดชอบได้สั่งการ ให้ผู้ประกอบการทําแก้ไขปัญหาโดยการบําบัด น้ำเสียและขนย้ายกากของเสียไปกําจัดนอกพื้นที่ เพื่อลดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน รวมทั้งเพื่อเป็นการป้องกันการแพร่กระจายและ การปนเปื้อนมลพิษสู่สิ่งแวดล้อมในพื้นที่ใกล้เคียง โดยส่วนใหญ่ได้มีการดําเนินการแก้ไขปัญหา จนแล้วเสร็จตั้งแต่ต้นปี ๒๕๕๖ ส่วนที่ยังไม่สามารถ หาผู้กระทําผิดได้กรมโรงงานอุตสาหกรรมจะเข้าไป ทําแผนในการบําบัดและฟื้นฟูภายหลังจากคดี สิ้นสุดต่อไป

จากการติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำใต้ดินในพื้นที่ตําบลหนองแหน ระหว่างปี ๒๕๕๕ – ๒๕๕๖ พบว่า มีการแพร่กระจายของสารฟีนอลปนเปื้อนสู่น้ำใต้ดินในระดับเกินมาตรฐานน้ำดื่มเพื่อการบริโภค สันนิษฐานว่ามี แหล่งกําเนิดมาจากจุดลักลอบทิ้งกากของเสีย ซึ่งพบว่ามีอยู่หลายจุดในพื้นที่ตําบลหนองแหนและพื้นที่ใกล้เคียง โดยกรมควบคุมมลพิษได้แจ้งหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงงดใช้น้ำเพื่อการดื่มกิน และประสานกรมทรัพยากรน้ำบาดาลเพื่อสนับสนุนรถกรองน้ำเคลื่อนที่เพื่อผลิตน้ำดื่มสะอาดแจกจ่ายแก่ประชาชน ในพื้นที่จนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ นอกจากนั้นผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทราได้จัดหางบประมาณในการ จัดซื้อเครื่องกรองน้ำดื่มที่สามารถกรองสารฟีนอลได้และติดตั้งแก่ประชาชนในพื้นที่เสี่ยง ส่วนแผนงานระยะยาว จังหวัดฉะเชิงเทราได้ขอสนับสนุนงบประมาณในปี ๒๕๕๗ เพื่อก่อสร้างระบบประปาจากการประปาส่วนภูมิภาคไว้แล้ว

สรุปภาพรวมของปัญหาการลักลอบทิ้งกากของเสียอุตสาหกรรมในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทราได้รับการแก่ไข มาโดยลําดับ จากผลการตรวจสอบครั้งล่าสุดของกรมควบคุมมลพิษ (พฤศจิกายน ๒๕๕๖) พบว่าสถานการณ์มีแนวโน่มดีขึ้น แต่ทั้งนี้ กรมควบคุมมลพิษจะได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเฝ้าระวังจนกว่าสถานการณ์จะกลับเข่าสู่ภาวะปกติ สําหรับการแก้ไขปัญหาในระยะยาว จังหวัดฉะเชิงเทราและหน่วยงานท่องถิ่นมีแผนรองรับเกี่ยวกับการจัดหา แหล่งน้ำดื่มบริสุทธิ์ให้กับประชาชนในพื้นที่ รวมถึงการสร้างเครือข่ายในการเฝ้าระวังการลักลอบทิ้งกากของเสีย นอกจากนั้น กรมควบคุมมลพิษและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้มีการหารือเพื่อกําหนดแนวทางและมาตรการในการ ป้องกันและแก้ไขปัญหาการลักลอบทิ้งกากของเสียอุตสาหกรรม รวมทั้งแผนในการจัดการพื้นที่ที่ปนเปื้อนต่อไป

 

ที่มา : http://infofile.pcd.go.th/waste/570813.pdf?CFID=3379870&CFTOKEN=55498534

… we save the nature by nature …